บทความ
1. เสียวฟัน
อาการเสียวฟันเป็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน จากงานวิจัยพบว่า ร้อยละ8-57 ประสบปัญหาการเสียวฟันอย่างหนึ่งครั้งหรือมากกว่า ซึ่งมักเกิดได้จากหลายสาเหตุ เราจึงควรพบทันตแพทย์เพื่อให้การรักษาอย่างถูกวิธี
สาเหตุ: อาการเสียวฟัน เกิดจากการตอบสนองของเส้นประสาทในฟันที่ไวกว่าปกติจากสิ่งกระตุ้นภายนอก ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่มร้อน/เย็น รวมไปถึงลม หรือแม้กระทั่งการแปรงฟัน เนื่องจากการมีเหงือกร่นหรือสูญเสียชั้นเคลือบฟันไป
อาการเสียวฟันเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น คอฟันสึก โรคเหงือกอักเสบ เหงือกร่น ฟันสึก ฟันร้าว ฟันแตก ฟันผุ มีพฤติกรรมชอบทานอาหารรสเปรี้ยว หรือเสียวฟันหลังขูดหินปูนมาใหม่ๆ เป็นต้น
การรักษา: สิ่งแรกที่ควรปฏิบัติคือ ปรึกษาทันตแพทย์ วินิจฉัยว่าอาการเสียวฟันนั้นเกิดจากสาเหตุใดเพื่อที่จะได้รักษาอาการตามสาเหตุนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น
* ฟันผุ ควรรักษาด้วยการอุดฟัน
* ฟันสึก ควรรักษาด้วยการอุดฟัน ร่วมกับปรับพฤติกรรม เช่น เปลี่ยนวิธีการแปรงฟันให้ถูกต้อง เลือกใช้แปรงสีฟันและยาสีฟันที่เหมาะสม
* เหงือกร่น ควรได้รับการขูดหินปูน/เกลารากฟัน หรือทาสารลดอาการเสียวฟัน
* สาเหตุอื่นๆ เช่น ฟันแตก/ฟันร้าว อาจต้องมีการย้อมสีฟันและวินิจฉัยเพิ่มเติม
วิธีการป้องกัน
1. แปรงฟันให้ถูกวิธี ควรใช้แปรงขนนุ่มปลายเรียว และใช้ยาสีฟันที่ไม่มีผงขัด เพื่อลดการสึกของฟัน
2. ควรลดการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือเปรี้ยวจัด เพราะอาจทำให้เคลือบฟันกร่อนได้
3. พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันทุก 6 เดือน
อาการเสียวฟันมักเป็นสัญญาณแรกของรอยโรค ดังนั้นจึงควรรีบหาหมอฟันเพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุมลามจนถึงขั้นปวดฟัน ซึ่งจะมีขั้นตอนการรักษาที่ยุ่งยากและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
2. ปวดฟัน
ในระยะแรกของโรคฟันผุ มักไม่มีอาการใดๆ เมื่อฟันผุลึกขึ้นคนไข้จะเริ่มมีอาการเสียวฟันเวลาดื่มน้ำเย็น และหากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา รอยผุจะมีขนาดใหญ่ขึ้นจนทำให้เกิดอาการปวดฟัน ทั้งเวลาเคี้ยวอาหารและเวลามีเศษอาหารเข้าไปติดในรูฟันผุ หรือแม้กระทั่งเวลานอนที่จะปวดมากขึ้น จนต้องทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ
สาเหตุหลัก : มาจากฟันผุลึกมากจนทะลุโพรงประสาทฟัน ซึ่งจะอยู่ในส่วนของรากฟัน และอาจพบได้ในฟันสึก ฟันร้าว หรือแตกลึกถึงโพรงประสาทฟัน ซึ่งจะทำให้เกิดอาการอักเสบและติดเชื้อของเนื้อเยื่อในโพรงประสาท ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวดขึ้นมาได้
สาเหตุอื่นๆ: นอกจากอาการปวดฟันจากฟันผุ ยังมีสาเหตุอื่นๆได้อีก เช่น ปวดฟันคุด ปวดเหงือก ซึ่งควรให้ทันตแพทย์เป็นผู้ตรวจและวินิจฉัย เพื่อรักษาให้ตรงกับสาเหตุ
การรักษา: อาการปวดฟันที่เกิดจากโรคฟันผุ จะต้องให้ทันตแพทย์ตรวจในช่องปากร่วมกับการวินิจฉัยอื่นๆ เช่น การถ่ายภาพรังสีฟัน(x-ray) แล้วจึงให้การรักษาโดยการอุดฟัน รักษารากฟัน หรือถอนฟัน หากเป็นอาการปวดจากฟันคุด จะต้องทำการผ่าฟันคุดออก
การป้องกัน:
1. เมื่อเริ่มมีอาการเสียวฟันหรือเคี้ยวแล้วปวด ควรรีบมาพบทันตแพทย์เพื่อทำการรักษา จะป้องกันไม่ให้เกิดการลุกลามของโรคฟันผุได้
2. พบทันตแพทย์ทุก 6 เดือนเป็นประจำ
อาการปวดฟันที่ปล่อยไว้นาน มักจะมีอาการเป็นๆหายๆ และจะเริ่มเห็นตุ่มหนองขึ้นในช่องปาก ซึ่งแสดงถึงการติดเชื้อที่ลุกลามไปจนถึงปลายรากแล้ว อย่ารอช้าที่จะเข้ามาพบทันตแพทย์เพื่อทำการรักษาให้ทันท่วงที
3. เหงือกบวม
ลักษณะอาการทั่วไป คือมักพบขอบเหงือกบวมแดง มีเลือดออกหลังจากแปรงฟัน บางครั้งก็จะมีเศษอาหารติดตามซอกฟัน เคี้ยวอาหารแล้วอาจมีอาการเจ็บได้เหมือนกัน
สาเหตุ: หินปูนคือปัจจัยที่ช่วยให้เกิดโรคเหงือกได้ง่ายขึ้น แต่สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากคราบอาหารหรือเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ตามขอบเหงือกและซอกฟัน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งเสริมใหัโรคมีความรุนแรงมากขึ้น เช่น การสูบบุหรี่ การตั้งครรภ์ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรือการเป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับนํ้าตาลไม่ได้ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทำให้ร่างกายมีความอ่อนแอลง ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเหงือกมากขึ้น
การรักษา: การขูดหินนํ้าลายและเกลารากฟันคือวิธีการรักษาโรคเหงือกและปริทันต์อักเสบ แต่แค่นั้นยังไม่พอ หลังจากได้รับการักษาจากทันตแพทย์แล้ว เรายังจําเป็นจะต้องแปรงฟันทําความสะอาดฟันอย่างถูกวิธี ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ เพื่อป้องกันไม่ให้รอบโรคกลับมาเป็นซ้ำ
การป้องกัน:
1. การดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอ ด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธี เป็นการป้องกันการเกิดโรคที่ดีที่สุด
2. พบทันตแพทย์ทุกๆ 6 เดือน เพื่อทำการตรวจประเมินว่าเราแปรงฟันได้สะอาดเพียงพอหรือไม่
4. ตุ่มหนอง
อาการปวดฟันหรือฟันผุลึกทะลุโพรงประสาทฟันที่ปล่อยทิ้งไว้นาน ร่างกายจะตอบสนองต่อสู้กับเชื้อโรค และเกิดเป็นตุ่มหนองขึ้นในช่องปาก อาการจะทุเลาลงเมื่อตุ่มหนองแตกออก หรือมีทางระบายของหนอง ดังนั้นอาการปวดฟันจึงมักเป็นๆหายๆ สลับกับการมีตุ่มหนองบวมๆยุบๆ ซึ่งมักจะเกิดใกล้กับซี่ฟันที่มีการติดเชื้อ
สาเหตุ: เกิดจากการอักเสบของเนื้อเยื้อในโพรงประสาทฟันที่เป็นอยู่นานจนลุกลามไปยังบริเวณปลายรากฟัน เกิดเป็นถุงหนองที่ปลายราก ซึ่งถ้าเชื้อลุกลามออกนอกปลายรากไปยังบริเวณอื่นๆ ของใบหน้าและลำคอ จะทำให้หน้าบวมและอาจขวางทางเดินหายใจได้ ต้องรีบทำการระบายหนอง หรือแอดมิทนอนโรงพยาบาลรักษาอย่างเร่งด่วน
การรักษา:
1. ตุ่มหนองที่มีสาเหตุมาจากโรคฟันผุ จะต้องได้รับการรักษารากฟันซี่ที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อ หรือหากไม่มีเนื้อฟันเหลือเพียงพอที่จะบูรณะฟันได้ ก็จะพิจารณาถอนฟันซี่นั้นๆ และใส่ฟันปลอมแทนที่
2. ตุ่มหนองที่มีสาเหตุมาจากโรคปริทันต์อักเสบ (รำมะนาด) จะต้องรักษาด้วยการเกลารากฟัน และบางครั้งอาจต้องรักษารากฟันร่วมด้วย
การป้องกัน: เมื่อเริ่มมีอาการเสียวฟัน ฟันโยก หรือปวดฟัน ควรรีบมาพบทันตแพทย์ก่อนจะมีติดเชื้อที่มากขึ้นจนถึงปลายรากฟัน และเกิดตุ่มหนองในที่สุด
ซึ่งการรักษารากฟันจะยิ่งต้องใช้เวลานานขึ้นกว่าปกติ เพราะต้องใส่ยาในคลองรากฟันจนกว่าถุงหนองจะหมดไป
5. ฟันโยก
โรครำมะนาดหรือโรคปริทันต์อักเสบ เป็นโรคเรื้อรังที่มีการทำลายเนื้อเยื่อเหงือกและกระดูกเบ้าฟันอย่างต่อเนื่องโดยที่เราไม่รู้ตัว อาการที่รู้สึกได้คือเหงือกบวม มีเลือดออกภายหลังการแปรงฟัน เจ็บเหงือกเวลาเคี้ยวอาหารในบางครั้ง ฟันโยก กรณีที่เป็นโรครุนแรงมาก ๆ จะมีเหงือกบวมเป็นหนอง มีกลิ่นปาก ฟันยื่นยาวหรือแยกกันเกิดเป็นช่องว่างระหว่างฟัน เคี้ยวอาหารไม่ได้จนต้องมาให้ทันตแพทย์ถอนออก
สาเหตุ: สาเหตุหลักของการเกิดโรคนี้คือ คราบจุลินทรีย์ที่มากับอาหารที่ทานและน้ำลาย เชื้อแบคทีเรียในคราบจุลินทรีย์เหล่านี้จะสร้างสารพิษมาย่อยเหงือกและกระดูกเบ้าฟัน เช่นเดียวกับโรคเหงือกอักเสบ แต่จะมีความรุนแรงของโรคมากกว่า
การรักษา: การรักษาโรคปริทันต์อักเสบคือการกำจัดคราบจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคนี้รวมทั้งกำจัดแหล่งอาศัยของเชื้อแบคทีเรีย ด้วยการขูดหินน้ำลายและเกลารากฟันทั้งที่อยู่เหนือเหงือกและใต้ขอบเหงือก รวมทั้งคงสภาพเหงือกและฟันให้ดีด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันหรือแปรงซอกฟันอย่างถูกวิธี
การป้องกัน:
1. ดูแลทำความสะอาดฟันให้ดีอย่างเคร่งครัดทุกวันเพื่อคงสภาพของเหงือกและกระดูกที่เหลืออยู่ให้มีสุขภาพที่ดีตลอดไป
2. พบทันตแพทย์ทุก 6 เดือนเพื่อรับคำแนะนำและการดูแลอย่างต่อเนื่อง
6. แผลในช่องปาก
แผลในช่องปากหรือที่คนส่วนใหญ่เรียกว่าแผลร้อนในนั้น โดยทั่วไปมักจะหายได้เองภายใน 2 สัปดาห์ แต่หากแผลไม่หาย อาจสงสัยว่าที่โรคทางระบบอื่นๆโรคทางระบบ หรืออาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งในช่องปากก็เป็นได้ ควรรีบพบทันตแพทย์ทันทีเพื่อทำการตรวจและวินิจฉัยรอยโรค
สาเหตุ:
* ผู้สูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ จะพบโรคมะเร็งในช่องปากได้บ่อยกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ถึง 6 เท่า
* กรรมพันธุ์ โดยพบคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคมะเร็งในช่องปาก
* เชื้อไวรัสบางชนิดเช่น HPV (Human papilloma virus)
* เคี้ยวหมาก
การรักษา: การรักษาโรคมะเร็งในช่องปากมีกระบวนการเช่นเดียวกับมะเร็งในตำแหน่งอื่นๆ คือการผ่าตัดรักษาเอาเนื้องอกออก ร่วมกับการฉายรังสีรักษา และอาจใช้เคมีบำบัดร่วมด้วยในบางกรณีเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่หลงเหลืออยู่
การป้องกัน:
1. งดสูบบุหรี่ เคี้ยวหมาก และดื่มสุราเป็นประจำ
2. ตรวจเนื้อเยื่อในปากด้วยตนเองอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง โดยใช้ไฟส่องสว่างร่วมกับกระจก เพื่อดูเนื้อเยื่อในช่องปากบริเวณริมฝีปาก เหงือก ลิ้น เนื้อเยื่อพื้นปาก และเพดานปาก คลำหาก้อนบริเวณลำคอทั้งสองข้างและใต้คาง หากพบความผิดปกติจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมที่สถานพยาบาล
3. พบทันตแพทย์เป็นประจำ แม้ว่าจะทำการตรวจด้วยตนเองสม่ำเสมอ แต่รอยโรคอาจจะขนาดเล็กหรืออยู่ในตำแหน่งที่พบได้ยาก โดยแนะนำให้ตรวจเฝ้าระวังทุกๆสามปีสำหรับบุคคลที่อายุมากกว่า 20 ปี และตรวจเป็นประจำทุกปีสำหรับบุคคลที่อายุมากกว่า 40 ปี
